วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

เบลเยียมชี้ มือบึมบรัสเซลส์จ้องโจมตีนายกฯ

(ภาพ: AP)
ทางการเบลเยียมแถลงเมื่อ 30 มี.ค. ว่า กลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีสนามบินและสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อ 22 มี.ค. มีผู้เสียชีวิต 32 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน อาจวางแผนโจมตีสำนักงานนายกรัฐมนตรีและที่พัก ของผู้นำประเทศด้วย โดยเจ้าหน้าที่พบคอมพิวเตอร์ของคนร้ายในถังขยะ มีข้อมูลและภาพถ่ายสำนักงานและบ้านพักนายกรัฐมนตรีชาร์ลส์ มิเชล ทั้งพบข้อความช่วงสุดท้ายของนายอิบราฮิม เอล-บาคราวี 1 ใน 2 มือระเบิดพลีชีพที่สนามบินซาเวนเทม ซึ่งอ้างว่ากำลังถูกตามล่าตัวอย่างหนักและรู้สึก ว่าไม่ปลอดภัยแล้ว ทำให้เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายมุ่งเป้าโจมตีนายกฯเบลเยียมด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและภาพถ่ายสถานที่ทำงานและบ้านพักของ นายกฯเบลเยียม ยังไม่ทราบชัดว่ากลุ่มคนร้ายสืบหาข้อมูลเองหรือดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต ด้านตำรวจเบลเยียมยังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัยพัวพันการก่อ การร้ายอย่างต่อเนื่อง ส่วนสนามบินซาเวนเทมยังไม่เปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ และนายกเทศมนตรีกรุงบรัสเซลส์ สั่งห้ามการชุมนุมต่อต้านอิสลามของพวกขวาจัดที่เขตโมเลนบีค ซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมวางแผนของผู้ก่อ การร้ายที่โจมตีกรุงปารีสและบรัสเซลส์ ส่วนฝรั่งเศสตั้งข้อหาก่อการร้ายต่อนายเรดา คริเคต วัย 34 ปี ซึ่งถูกจับเมื่อสัปดาห์ก่อน ในข้อหาเตรียมโจมตีกรุงปารีส.
ที่มา>>>Thairath

คนดีของสังคม แท็กซี่สุวรรณภูมิ เก็บเงินเกือบแสนบาทคืน นทท.ฮ่องกง

ภาพจาก ประชาสัมพันธ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
แท็กซี่สุวรรณภูมิ ทะเบียน ทล-4326 ส่งเงินสดจำนวน 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือเกือบ 100,000 บาท คืนให้ผู้โดยสารชาวฮ่องกงที่โรงแรม หลังลืมทิ้งไว้ในรถ ด้าน ผอ.ทสภ.มอบใบประกาศเกียรติคุณและของที่ระลึกตอบแทนที่ทำดี…
เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 31 มีนาคม 2559 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า วันนี้ นายวัฒนา ภรณ์คงแก้ว ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ(แท็กซี่) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) หมายเลขทะเบียน ทล-4326 รหัสประจำตัวผู้ขับขี่ 570112 ได้นำเงินสดจำนวน 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 91,500 บาท และเงินบาทไทยจำนวน 850 บาท รวมถึงเอกสารอื่นๆ ซึ่งเป็นของ MR.HUANG XUEPENG (WONG, HOK PANG DEREK) ผู้โดยสารชาวฮ่องกง ซึ่งลืมกระเป๋าเอกสารไว้ใสรถของนายวัฒนา เมื่อวานนี้ ณ โรงแรม Double Tree ซอยสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม.
โดยผู้โดยสารรายนี้ได้ใช้บริการ เมื่อเวลา 17.21 น. ของวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา แจ้งให้ไปส่งยังโรงแรมบริเวณสุขุมวิท 126 แต่ระหว่างทางผู้โดยสารขอลงจากรถแท็กซี่บริเวณซอยสุขุมวิท 36 เนื่องจากการจราจรติดขัด จากนั้น นายวัฒนา ได้เดินทางกลับที่พัก ก่อนลงจากรถได้ตรวจสอบความเรียบร้อยในรถก็พบกระเป๋าเอกสารอยู่บนที่นั่งเบาะหลังรถแท็กซี่ ตรวจสอบในกระเป๋าพบเงินสดจำนวนดังกล่าว พร้อมบัตรประจำตัว บัตรเครดิตและบัตรอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง จึงได้ประสานมาที่ศูนย์ประสานงานรถแท็กซี่ ทสภ. และ สวพ.91 เพื่อให้เป็นสื่อกลางในการติดตามหาผู้โดยสารดังกล่าว จนกระทั่งติดต่อทราบว่าผู้โดยสารพักอยู่ที่โรงแรมใด และประสานแจ้งว่าจะนำเงินไปคืนไว้ที่ศูนย์ประสานงานแท็กซี่ ทสภ.ในวันรุ่งขึ้น แต่ผู้โดยสารได้ร้องขอให้นายวัฒนานำทรัพย์สินไปส่งมอบให้ที่โรงแรมแทน
นายศิโรตม์ เปิดเผยต่อว่า เมื่อผู้โดยสารได้เจอนายวัฒนาและได้เงินคืนก็แสดงความชื่นชมเป็นอย่างมาก รวมทั้งแจ้งว่า เมื่อตนกลับไปที่ฮ่องกงแล้วจะบอกต่อคนที่ตนรู้จักว่า แท็กซี่ที่เมืองไทยมีความซื่อสัตย์และปลอดภัย จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารและชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับนายวัฒนา ทสภ.จึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและของที่ระลึกตอบแทนในคุณงามความดีในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่คนอื่นในความซื่อสัตย์และมีน้ำใจ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสนามบินและประเทศไทย.
ที่มา>>>Thairath

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

คนงานขุดดินผวา! เจอศพสาวนิรนาม คาดถูกฆ่าฝังคาสวนปาล์มระยอง

มือมืด ฆ่าฝังศพหญิงสาวนิรนาม ในสวนปาล์ม จ.ระยอง ศีรษะถูกของแข็งทุบ คาดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 วัน ในร่องสวน เจอเพราะคนงานไปขุดดินพอดีเลยแจ้ง ตร.คาดถูกฆาตกรรมมาจากที่อื่น แล้วเอาศพมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี…
เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 30 มี.ค.2559 พ.ต.ท.ประสงค์ พุ่มห้วยรอบ รอง ผกก.สภ.วังจันทร์ จ.ระยอง ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน รับแจ้งเหตุ พบศพถูกฆ่าฝังดินในร่องน้ำ ภายในสวนปาล์ม ม.6 บ้านแก่งหวาย ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พร้อม พ.ต.อ.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ ผกก.สภ.วังจันทร์ แพทย์เวร รพ.วังจันทร์ กู้ภัยร่วมกตัญญู ระยอง ไปตรวจที่เกิดเหตุดังกล่าว ในร่องน้ำที่แห้ง กู้ภัยช่วยกันขุดศพ พบเป็นศพหญิงสาวนอนคว่ำหน้า สวมเสื้อยึดมีปกสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อชั้นในสีแดง ผิวขาว อายุราว 30 ปีเศษ สูงประมาณ 155 ซม. พลิกศพที่ใบหน้าด้านขวามีร่องรอยยุบ คล้ายถูกของแข็งทุบ ผมยาวประบ่า ข้อมือขวาสวมนาฬิกา นิ้วสวมแหวน คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 วัน จึงได้นำศพส่งพิสูจน์สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ
ด้าน พ.ต.อ.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ ผกก.สภ.วังจันทร์ ได้กล่าวว่า น่าจะเป็นการฆาตกรรมมาจากที่อื่น แล้วเอาศพมาฝัง โดยครั้งนี้มีสุนัขของคนงานในสวนปาล์มดังกล่าวมาขุดและพบซาก คนงานจึงไปดูและพบว่าเป็นร่างของมนุษย์ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตร.ทราบ ส่วนเป็นใครยังไม่ทราบ ถ้าใครพบว่าบุคคลใกล้ชิดหายไปและสังสัยว่า ศพที่พบอาจเป็นญาติหรือคนใกล้ชิด ให้มาติดต่อขอดูศพได้ที่ สภ.วังจันทร์ จ.ระยอง.
ที่มา>>>Thairath

แม่ประนอมครวญ เจ็บปวด ฟ้องลูกทวงสมบัติ

อนาถต้องขายเพชร-ทองยังชีพ! ไม่คุยตามลำพังกลัวถูกหลอกอีก
ศึกสายเลือดชิงมรดกน้ำพริกเผาพันล้านยังเข้มข้น “แม่ประนอม” ออกทีวีแฉแหลก ยันไม่เคยโอนหุ้นทั้งของตัวเองกับสามีให้ลูกสาวคนโต ลูกเขยและลูกของลูกสาว ทั้งไม่เคยคิดขายกิจการน้ำพริกเผาพันล้านให้กับใคร เพราะต้องการเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคต ระบุลูกสาวคนโตแอบเอาทรัพย์สินที่เป็นกองมรดก กับทรัพย์สินส่วนตัวของแม่ไปเป็นของตัวเอง ทั้งบ้านที่สามีสร้างให้ก็ถูกแอบถ่ายโอนไปไม่เหลือจนแทบไม่มีกิน ต้องเอาร้านอาหารไปจำนองเพื่อนผัวเอาเงินมาใช้จ่ายประทังชีวิต พ้อเจ็บปวดที่ต้องฟ้องร้องเรียกทรัพย์สินคืนจากลูก แต่ที่ทำไม่ใช่เพื่อตัวเอง ไม่ขอคุยกับลูกคนโตตามลำพังกลัวถูกหลอกอีก
หลังจากที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาสาเป็น “กาวใจ” เชื่อมความ ร้าวฉาน ในศึกสายเลือดของสองแม่ลูกตระกูล “แดงสุภา” เจ้าของกิจการน้ำพริกเผาพันล้าน “แม่ประนอม” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน โดยนางประนอมกล่าวว่า หากลูกสาวมาเอ่ยปากขอโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไป ตนเป็นแม่ก็พร้อมที่จะให้อภัยและล่าสุดมีรายงานว่านางศิริพรบุตรสาวคนโตของนางประนอม ยินยอมที่จะเข้าเจรจากับผู้เป็นมารดานั้น
ด้านความเคลื่อนไหวของนางประนอม แดงสุภา เจ้าของธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มี.ค. นางประนอม พร้อมด้วย น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง เดินทางออกจากบ้านย่านพุทธมณฑล มายังสถานีโทรทัศน์ไบรท์ทีวี ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวหาในสื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆว่า ได้ขายหุ้นให้นางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโตไปแล้ว แต่ที่มาทวงทรัพย์สินคืน เพราะอยากขายกิจการน้ำพริกเผาให้บุคคลอื่น ผ่านรายการ “เขย่าข่าวเข้ม” และผ่านรายการ “แรงชัดจัดเต็ม” ในเวลา 20.00 น.
นางประนอมกล่าวยืนยันว่า ไม่เคยมีความคิดที่จะขายกิจการธุรกิจน้ำพริกเผา ที่ตนกับนายศิริชัย ผู้เป็นสามี ร่วมก่อร่างสร้างตั้งแต่ไม่มีอะไร จนเติบโตมาด้วยกันอย่างอยากลำบาก เพื่อเก็บให้เป็นมรดกของลูกหลานในอนาคต ด้วยความสัตย์จริง สามีและตนยังไม่เคยโอนหุ้นของบริษัทพิบูลย์-ชัยน้ำพริกเผาแม่ประนอม จำกัด ให้กับนายสุชาติ ภาษาประเทศ สามีของนางศิริพร และลูกของนางศิริพรทั้ง 3 คนแต่อย่างใด แต่ไม่คิดว่าลูกสาวที่ตน กับสามีรักและไว้ใจมากที่สุด กลับตัดพ่อ แม่และน้องสาวแท้ๆ ออกจากรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท แล้วใส่ชื่อสามีกับลูกสาวแทนที่ ที่สำคัญนางศิริพรยังดำเนินการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นชื่อของนายศิริชัยไปเป็นของตัวเอง ทั้งที่ดินโรงงานเก่าและที่ดินโรงงานปัจจุบัน เป็นกรรมสิทธิ์ของตนครึ่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นสินสมรสระหว่างตนกับสามี
“วันนี้ อ้อย (นางศิริพร) เอาทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกและของส่วนตัวแม่กับพ่อไปเป็นของตัวเองหมด รวมทั้งบ้านหลังใหญ่ที่โรงงานใหม่ ที่นายห้างศิริชัยสร้างให้แม่ ก็กลายเป็นของอ้อย แม่ ไม่เหลืออะไรแล้ว แทบไม่มีจะกิน ที่อยู่ได้ต้องขายเพชรขายทองที่เก็บสะสมไว้ รวมทั้งต้องเอาร้านพีเอส เรสเตอรองค์ ไปจำนองกับเพื่อนของนายศิริชัย เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายดูแลจิ๋ม (น.ส.ศิริลักษณ์) ลูกสาวคนเล็กเป็นทุนสู้คดี ส่วนบ้านที่อาศัยอยู่ก็เป็นบ้านของใหญ่ (น.ส.ศิริวัลย์) ลูกสาวคนรอง อยากบอกให้สังคมเข้าใจ ตนก็เจ็บปวด แต่ต้องฟ้องเรียกทรัพย์สินจากอ้อยและลูกเขย ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อความเป็นธรรมของลูกหลานในอนาคต” นางประนอมกล่าว
นางประนอมกล่าวอีกว่า การที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับอาสาจะมาช่วยเจรจากับ น.ส.ศิริพร บุตรสาวคนโต ก็ยินดี เพราะตนขอแต่ให้มีการจัดสรรแบ่งมรดกให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของสามี อย่างไรก็ตามที่ทนายของนางศิริพรจะให้ตนไปนั่งคุยกับนางศิริพร ตามลำพัง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ตนไม่เอาอีกแล้ว เพราะเข็ดกับสิ่งที่นางศิริพรทำกับตน ด้วยการให้ผู้ใหญ่ที่ตนเคารพมาเชิญตัวไปคุย แต่กลับหลอกให้เซ็นเอกสารไม่ขอรับมรดกและถอนฟ้องคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ พบว่า นางประนอม แดงสุภา ยังมีชื่ออยู่ในบ้านเลขที่ 314 หมู่บ้านเศรษฐกิจ แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. 10160 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายศิริชัย แต่ปัจจุบันโฉนดที่ดินดังกล่าว กลายเป็นชื่อของนางศิริพรไปแล้ว
เมื่อตรวจสอบข้อมูลการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน พบว่า ช่วงเวลาที่นายศิริชัยและนางประนอม แดงสุภา เริ่มทำธุรกิจผลิตและขายน้ำพริกเผา ในปี 2502 จนถึงช่วงที่นายศิริชัยเริ่มล้มป่วย ในปี 2552 พบว่า ช่วงเวลาดังกล่าว นายศิริชัยและนางประนอมได้ร่วมกันนำเงินจากการผลิตและขายน้ำพริกแกง น้ำพริกเผา ทยอยซื้อที่ดินในพื้นที่เขต ภาษีเจริญ หนองแขม ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน จอมทอง บางบอน บางกอกน้อย ประเวศ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวนทั้งสิ้น 138 แปลง รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
จากการสอบถามคนใกล้ชิดนางประนอม ได้รับการชี้แจงว่า ในจำนวนที่ดิน 138 แปลง เป็นโฉนดที่ดินที่มีชื่อนายศิริชัยเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ 41 แปลง ได้แก่ ที่ดินในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานเก่า จำนวน 13 แปลง ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่พักอาศัยและโรงงานใหม่ ริมถนนบรมราชชนนี 16 แปลง และที่ดินที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 12 แปลง ส่วนที่ดินที่เหลือ 97 แปลง นายศิริชัยและนางประนอมได้ซื้อไว้ในชื่อนางศิริพร บุตรสาวคนโต 77 แปลง และนายสุชาติ ลูกเขย 20 แปลง ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน มีคำสั่งแต่งตั้งนางประนอมเป็นผู้จัดการมรดกในปลายปี 2556
นางประนอมจึงได้ติดตามรวบรวมทรัพย์สินที่นายศิริชัยร่วมกับนางประนอมซื้อไว้ทั้งหมด โดยขอให้นางศิริพรและนายสุชาติ โอนที่ดินจำนวนรวม 97 แปลงคืนให้กองมรดกของนายศิริชัย เพื่อจัดสรรทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายศิริชัย แต่บุคคลทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่นางประนอมไม่สามารถใช้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทดำเนินการ ทำให้ในเดือน มี.ค. 2558 นางประนอมตัดสินใจจ้างทนายภายนอก เข้าตรวจสอบทรัพย์สินของบริษัทและของกองมรดกทั้งหมด จนนำไปสู่การฟ้องร้องในวันนี้
อีกด้าน วันเดียวกัน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่รับอาสาทำหน้าที่กาวใจเชื่อมรอยร้าวของสองแม่ลูกตระกูล “แดงสุภา” ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีมีกระแสวิจารณ์การเดินทางไปพบนางประนอม แดงสุภา เจ้าของธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอมว่า ตนเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต ตอนอยู่มหาดไทยได้พบปะผู้คนมามาก ร่วมแก้ไขปัญหาหลายอย่างหลายประการ ให้แก่คนทุกๆสาขาอาชีพ บทบาทในปัจจุบัน ไม่เคยเลือกปฏิบัติว่ากลุ่มใด พื้นที่ใด เป็นข่าวบ้าง ไม่เป็นข่าวบ้าง ครั้งนี้ที่มีข่าวนางประนอม มีการมาถามตน ต้องเรียนว่าภารกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขของข้าราชการอยู่ในใจเสมอ แต่แม่ประนอมเป็นคนที่มีคนรู้จักกว้างขวางและเป็นที่เคารพนับถือ ส่วนตัวก็อยากให้ทุกๆครอบครัวช่วยกันเป็นแบบอย่างแก่กัน มีความรักสมัครสมาน ความรักระหว่างบุพการีกับลูกหลาน
ที่มา>>>Thairath

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

มาแล้วแต่ยิ้มไม่เต็มปาก! แอปเปิลเคาะ 58 ประเทศวางขายไอโฟน SE


แอปเปิล ประกาศประเทศที่พร้อมวางจำหน่ายไอโฟน เอสอี เป็นลอตแรกและลอตสองรวม 58 ประเทศ เริ่มขายตั้งแต่ 31 มีนาคมนี้ ตามติดด้วยช่วงต้นเมษายน…
เพิ่งเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 22 มี.ค. (ตามเวลาประเทศไทย) สำหรับสมาร์ทโฟนน้องใหม่ค่ายแอปเปิลอย่าง “ไอโฟน เอสอี”(iPhone SE) ซึ่งสเปกจะไม่ได้มีลูกเล่นหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้ามา แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าไอโฟนรุ่นก่อนๆ ในระดับ 13,000-14,000 บาท ทำให้แฟนแอปเปิลจำนวนไม่น้อยแสดงความสนใจไอโฟนรุ่นเล็กกับหน้าจอ 4 นิ้ว นี้ทันที!
และเหมือนว่า “แอปเปิล” จะรู้ใจ จึงได้รีบประกาศกลุ่มประเทศที่จะวางจำหน่ายไอโฟน เอสอี ลอตที่ 1 และลอตที่ 2 ออกมาแล้ว โดยในลอตแรกนั้น จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 31 มี.ค.นี้แล้ว หลังจากเปิดให้จองซื้อไปตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. ส่วนลอตที่ 2 จะเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นเดือนเม.ย.
สำหรับประเทศที่จะได้จำหน่ายไอโฟน เอสอี เป็นกลุ่มแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เปอโตริโก, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
ส่วนประเทศกลุ่มที่ 2 ที่ได้สิทธิ์จำหน่ายไอโฟน เอสอี ได้แก่ แอลบาเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, บาห์เรน, เบลเยียม, บอสเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, กรีซ, เกิร์นซีย์, เจอร์ซีย์, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, ไอร์แลนด์, เกาะแมน, อิตาลี, โคโซโว, คูเวต, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มาซิโดเนีย, หมู่เกาะมัลดีฟส์, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
คุณสังเกตเห็นอะไรจากรายชื่อ 58 ประเทศเหล่านี้หรือไม่? ยังไม่มีชื่อประเทศไทยติดโผนั่นเอง งานนี้ยืนยันได้แน่นอนว่า แฟนๆ ชาวไทยรอกันไปก่อน…!!!
ที่มา : apple,Thairath

พ่อเฒ่าอุทัยฯไปเก็บผักหวาน ดับกลางหุบเขา คาดโรคความดันต่ำ


พ่อเฒ่าชาวอุทัยธานีวัย 70 ปี ออกไปหาเก็บผักหวานกลางหุบเขาวง ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก แล้วหายไป พบอีกทีเป็นศพอยู่กลางเขา ตร.คาดผู้ตายเสียชีวิตจากโรคประจำตัว เพราะมีประวัติเป็นโรคความดันต่ำ…
เมื่อกลางดึกวันที่ 29 มี.ค.59 ร.ต.ท.ทักษิณ ขันทองดี ร้อยเวรสอบสวน สภ.ลานสัก จ.อุทัยธานี รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีผู้เสียชีวิตภายในหุบเขา หลังจากรายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมด้วยนายแพทย์อนุสรณ์ แนบเนียน แพทย์เวร รพ.ลานสัก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยอุทัยธานี จุดลานสัก ตรวจสอบที่เกิดเหตุกลางหุบเขาวง หมู่ที่ 2 ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก เจ้าหน้าที่เดินเท้าขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร พบศพนายเล็ก ปงกอแก้ว อายุ 70 ปี ชาวบ้าน ม.11 ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี สภาพศพนอนคว่ำหน้า สวมเสื้อลายสก็อต นุ่งกางเกงขายาวสีดำ แขน-ขา เกร็ง นอนเสียชีวิตอยู่ ตรวจค้นในตัวพบเงินสดจำนวน 500 บาท
จากการสอบสวนจากชาวบ้านให้การว่า ผู้ตายได้หาเก็บผักหวานเมื่อช่วง 4 โมงเย็น ตกเย็นยังไม่เจอผู้ตาย ได้ทำการออกตามหาจนพบเป็นศพนอนตายอยู่กลางเขา ก่อนประสานกู้ภัยช่วยนำศพลงมา
รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นแพทย์ชันสูตรพบประวัติผู้ตายเป็นโรคความดันต่ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการลงบันทึกประจำวัน ก่อนส่งศพให้ญาติเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป.
ที่มา>>>Thairath

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชื่นชม 2 เด็กเก่ง ร.ร.หนองบัววิทยายน สอบคะแนนโอเน็ต 100 เต็ม


ภาพจาก คุณทนงศักดิ์ สงสุวรรณ์
“น้องมะลิ” และ “น้องเอมมี่“ 2 นักเรียนชั้น ป.6 จากโรงเรียนหนองบัววิทยายน สอบคะแนนโอเน็ตวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษได้ 100 คะแนนเต็ม ศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมแสดงความยินดี ท่ามกลางความภูมิใจของผู้ปกครอง
เมื่อวันที่ 28 มี.ค.59 ดร.ละออตา พงษ์ฤทัศน์ ในฐานะศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางไปที่ ร.ร.หนองบัววิทยายน อ.เมืองหนองบัวลำภู เพื่อแสดงความยินดีกับ 2 นักเรียนชั้น ป.6 ที่สอบโอเน็ตวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยพบกับ “น้องมะลิ” ด.ญ.ทักษพร นันทพรศิริพงษ์ อายุ 11 ปี ชั้น ป. 6/2 ที่สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม และภาษาอังกฤษได้ 99 คะแนน
นายชัยวัฒน์ พรพิรุญโรจน์ พ่อของน้องมะลิ ได้เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวมีอาชีพเปิดร้านเบเกอรี่ขายส่ง มีลูกคนเดียวคือ น้องมะลิ มีนิสัยร่าเริง ขยันแต่เล็กๆ เรียนในโรงเรียนนี้ตั้งแต่ ป.1 ถนัดสองวิชาคือคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ หลักการเรียนยึดความตั้งใจในการเรียนในชั้นเรียนเป็นพิเศษ นอกห้องเรียนจะทบทวนและเพิ่มเติมจากที่ครูสอนด้วยการค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม รวมทั้งให้เรียนพิเศษ มีผลงานแข่งขันทางวิชาการสะกดคำภาษาอังกฤษ และเกมครอสเวิร์ด รางวัลเหรียญทองและเงินหลายรางวัล
ส่วนนักเรียนเก่งอีกคนของโรงเรียนคือ "น้องเอมมี่" ด.ญ.ปรัชญาวดี ยืดยาว อายุ 12 ปี เรียนห้องเดียวกับน้องมะลิ นางมณีรัตน์ ยืดยาว แม่ของน้องเอมมี่ เล่าว่า มีบุตรสามคน พี่ชายและน้องสาวฝาแฝดคือ เอมมี่กับเอมม่า น้องเอมมี่ เริ่มสนใจวิชาภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ ป.3 เนื่องจากตนมีอาชีพเป็นครู จึงพอเข้าใจเด็ก ส่วนคุณพ่อเป็นประมงอำเภอก็ช่วยเหลือติดตามดูแลลูกอยู่เสมอ ดีใจที่เอมมี่ สอบภาษาอังกฤษ โอเน็ต ได้คะแนนเต็ม
ด้าน นางนิศรา แจ้งศรี และนางนุชรัตน์ นิลพัฒน์ ครูประจำชั้นและครูวิชาคณิตศาสตร์ เล่าว่า น้องมะลิขยันมากเอาใจใส่วิชาเรียนทุกวิชา ช่วยงานโรงเรียนดี ล่าสุดน้องมะลิ สอบเรียนต่อชั้น ม.1 โปรแกรม สคว.(โครงการส่งเสริมความสามารถด้านคณิตศาสตร์ - วิทยาศาสตร์) สอบได้ลำดับที่ 20 ของ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล ที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของประเทศ
ขณะที่ ด.ญ.ปรัชญาวดี ยืดยาว สอบเรียนต่อชั้น ม.1 ได้ที่ ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.เลย ซึ่ง ผอ.สพป.นภ.เขต 1 ได้มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีครอบครัวเด็กทั้งสองคน พร้อมเปิดเผยว่า การสอบโอเน็ตครั้งนี้มีนักเรียนใน จ.หนองบัวลำภู สอบโอเน็ตได้ 100 คะแนนเต็ม ถึง 4 คน คือ วิชาคณิตศาสตร์ ด.ญ.ปัทมาพร โพธิ์ศรีรัตน์ ร.ร.เมืองใหม่วิทยา อ.ศรีบุญเรือง และ ด.ญ.อธิชรา บุตรจำนงค์ ร.ร.กุดกวางสร้อย อ.โนนสัง ซึ่งจะได้เดินทางไปให้กำลังใจคนเก่งของจังหวัดต่อไป
ที่มา>>>Thairath

ป้าอังกฤษว่ายน้ำตามเรือที่ออกจากท่าไปแล้วพร้อมสามี


(ภาพ: REUTERS)
หญิงสูงวัยชาวอังกฤษ กระโดดลงทะเลว่ายน้ำตามเรือสำราญไกลหลายร้อยเมตร เนื่องจากคิดว่ามีขึ้นเรือไปแล้ว ก่อนเธอต้องลอยคอกลางทะเลและได้รับความช่วยเหลือจากชาวประมง...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ของประเทศโปรตุเกสว่า เกิดเหตุนาง ซูซาน บราวน์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษวัย 65 ปี ว่ายน้ำตามเรือที่ออกจากท่าเรือฟุงชาล เกาะมาเดร์รา ประเทศโปรตุเกส ก่อนที่ชาวประมงจะให้ความช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ
"เธอต้องหนาวสั่นจากน้ำที่เย็นโดยมีกระเป๋าสะพายใบเดียวติดตัว เธอลอยอยู่ห่างจากฝั่ง 500 เมตรตอนเวลา 2 นาฬิกา และมีชาวประมงท่ีได้ยินเสียงร้องของเธอเข้าให้ความช่วยเหลือ" นายเฟลิกซ์ มาร์ค ผู้อำนวยการท่าเรือฟุงชาลกล่าว
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจาก นางบราวน์ และ ไมเคิล สามี ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่อังกฤษก่อนกำหนด โดยลงจากเรือสำราญ 'มาร์โค โปโล' ของบริษัท Cruise & Maritime Voyages ที่มาจอดเทียบท่าเรือฟุงชาล อย่างไรก็ตาม เธอพลัดหลงกับสามีที่สนามบินฟุงชาลหลังจากมีปากเสียงกัน
เธอเขาใจผิดคิดว่าสามีกลับขึ้นเรือ พอดีกับที่เธอเห็นเรือมาร์โค โปโล กำลังเคลื่อนตัวออกจากท่าเรือ เธอจึงรีบวิ่งไปที่ชายหาดและกระโดดลงไปในทะเลที่อยู่ติดกับสนามบินและว่ายน้ำไปหาเรือตอนเวลา 22.00 น. (เวลา 04.00 น. เวลาประเทศไทย) ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือในอีก 4 ชั่วโมงต่อมาและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลฟุงชาล จากภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำ แต่การไม่สาหัส
ส่วนสามีของเธอนั้นไม่ได้อยู่บนเรือดังกล่าวแต่อย่างใด โดยตำรวจยืนยันแล้วว่า เขานั่งเครื่องบินกลับถึงเมืองบริสตอล ในอังกฤษไปแล้ว และกำลังเตรียมเดินทางกลับมาหาภรรยาที่เมืองฟุงชาลอีกครั้ง
ที่มา>>>Thairath

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

ก.คลังชงครม.แจกเงิน คนจน-ขรก.ต่ำกว่าซี7 จ่ายคนละพัน กระตุ้นเศรษฐกิจ


กระทรวงการคลังชง ครม.ไฟเขียวแจกเงินข้าราชการตั้งแต่ซี 7 ลงไปคนละ 1 พันบาท พร้อมเปิดลงทะเบียนคนจนทั่วประเทศ รับเงิน 1 พันบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 มี.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐ เนื่องจากกรมบัญชีกลางสามารถประหยัดเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2559 จากการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และการประมูลด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) ได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท จึงมีเงินเหลือมากเพียงพอที่รัฐบาลจะสามารถนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบเพิ่มเงินค่าครองชีพข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส ระดับชำนาญงานและระดับปฏิบัติ หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 (ซี 7) ลงไป รวมถึงลูกจ้างประจำ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว ได้รับค่าครองชีพคนละ 1,000 บาท โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีเพียงครั้งเดียว ซึ่งคาดว่าการจ่าย
เงินค่าครองชีพในครั้งนี้ จะใช้เงินงบประมาณ 1,570 ล้านบาท
สำหรับวงเงิน 1,570 ล้านบาทนั้น จะกระจายครอบคลุมไปถึงข้าราชการทั่วประเทศที่ได้รับสิทธิ์ 1,018,000 คน ลูกจ้างประจำ 126,000 คน พนักงานราชการ 122,000 คน ลูกจ้างชั่วคราว เงินในงบประมาณ 186,000 คน และเงินนอกงบประมาณอีก 118,000 คน โดยจะจ่ายเงินดังกล่าวภายในเดือน เม.ย.นี้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเสนอให้กรมบัญชีกลางทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนรับลงทะเบียนคนจนทั่วประเทศผ่านคลังจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และรวมถึงสาขาของธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยขีดเส้นความยากจนเอาไว้ที่รายได้ขั้นต่ำไม่เกิน 300 บาทต่อวัน หรือเดือนละไม่เกิน 9,000 บาท ซึ่งคาดว่า จะมีคนจนมาลงทะเบียนประมาณ 17-18 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังจะแจกเงินช่วยเหลือคนละ 1,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนเพื่อแจกเงินให้แก่คนจนทั่วประเทศดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินประมาณ 1-2 เดือน เนื่องจากตัวเลขคนจนของประเทศที่แท้จริง ยังไม่มีการลงทะเบียนหรือเก็บข้อมูลเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ทำให้ตัวเลขคนจน 17-18 ล้านคนเป็นการคาดการณ์ ทั้งนี้ เมื่อกระทรวงการคลังได้จำนวนคนจนที่ชัดเจนแล้ว จะนำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-payment เพื่อจ่ายเงินถึงคนจนที่แท้จริง
นอกจากนี้ในการประชุม ครม.วันที่ 5 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกิน-เที่ยวช่วยชาติ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์รวมระยะเวลา 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-17 เม.ย.59 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากค่าอาหาร ค่าที่พักและค่าแพ็กเกจทัวร์ มาหักค่าลดหย่อนภาษีได้จำนวนไม่เกิน 15,000 บาท.
ที่มา>>>Thairath

แม่ประนอมนํ้าพริกเผา ล้มป่วย! ด้วยอาการเครียด


มีโทร.ก่อกวน ‘ทนายลูกสาว’ ออกมาตั้งแง่ ถ้าจะเจรจากัน ให้คุย2แม่ลูก โซเชียล-ถล่ม เรื่องกตัญญู!
เลขาฯ “แม่ประนอม” เผยนายเครียดจนล้มป่วยและไม่พร้อมให้ข่าวใดๆ ด้านทนายยอมรับลูกความอึดอัดและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัว หลังต้องเก็บงำเรื่องไม่บอกคนนอกมานานกว่า 1 ปี พร้อมโต้ข่าวลือที่ว่าติดการพนัน ไม่เป็นความจริง ขณะที่คนใกล้ชิดระบุ ผู้ก่อตั้งน้ำพริกเผาดัง เครียดจนนอนไม่หลับ รวมถึงโดนโทรศัพท์ลึกลับก่อกวนการนอนแทบทุกคืน ด้านทนายลูกสาวคนโต ยังยันยินดีนัดไกล่เกลี่ย แต่เป็นการคุยสองคนแม่ลูก อ้างมีหลายเหตุผลที่ไม่สามารถติดต่อไปนัดพูดคุยกับแม่ได้
ความคืบหน้ากรณีนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม ที่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินมรดกกับนางศิริพร แดงสุภา (ภาษาประเทศ) บุตรสาวคนโต จนต้องเดินทางไปร้อง ขอความเป็นธรรมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา และวอนผ่านสื่อทั้งน้ำตา ให้ลูกสาวคนโตคืนทรัพย์สินส่วนของตนและของน้องสาว อย่าเอาคนเดียวทั้งหมด ขณะที่ทางฝ่ายนางศิริพรก็เก็บตัวเงียบ มีแต่ทนายความของนางศิริพรออกมาชี้แจงแทนเท่านั้น
ต่อมาวันที่ 27 มี.ค. ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อไปยังนางศิริพร ลูกสาวคนโตของนางประนอมอีกครั้ง เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงความคืบหน้าทางคดี แต่ก็ยังคงได้รับการเปิดเผยจากนายทวิชา หวังโภคา ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนางศิริพร ว่าหากทางฝั่งนางประนอมจะมีการนัดเข้าเจรจาหรือไกลเกลี่ยกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะมีตัวแทนของรัฐหรือฝ่ายไหนนำพาเข้าก็ยินดีเสมอ แต่ตอนนี้ทางฝ่ายผู้ใหญ่ที่เป็นตัวกลางในการพูดคุยครั้งก่อนยังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด ซึ่งนางศิริพรก็ไม่สามารถติดต่อไปนัดพูดคุยกับนางประนอมได้จากหลายเหตุผล แต่ถ้านางประนอมติดต่อมาเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยก็ยินดีที่จะไม่ต้องมีนักกฎหมายหรือทนายความเข้าร่วมด้วยก็ได้ เป็นการพูดคุยกันส่วนตัวระหว่างแม่กับลูก ซึ่งนางศิริพรพร้อมที่จะพูดคุย ทั้งให้ศาลเป็นคนนัดไกล่เกลี่ยหรือไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ได้
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวก็พยายามติดต่อนางประนอม ที่ร้านพีเอส เรสเตอรอง อาหารไทยตำรับแม่ประนอม ย่านพุทธมณฑลสาย 3 ของนางประนอมอีกครั้ง แต่ได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.สุกัญญา ไทรท้วม เลขานุการนางประนอม กล่าวว่า หลังจากที่แม่ประนอมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ก็เกิดอาการเครียดอย่างรุนแรง จนกระทั่งล้มป่วยและพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านของนางศิริวัลย์ ลูกสาวคนรอง หมอให้พักผ่อนมากๆ และยังไม่พร้อมจะให้ข่าว ส่วนที่ทางนายทวิชา หวังโภคา ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนางศิริพร บอกว่ายินดีที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับแม่ประนอมหากส่งผู้ใหญ่มาร่วมเจรจานั้น แม่ประนอมเคยไปเจรจาหลายครั้งแล้ว แต่นางศิริพรก็ไม่ยอมคืนทรัพย์สิน จริงๆแล้วแม่ประนอมก็หวังและรอว่านางศิริพรจะติดต่อมาเพื่อเจรจากันบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเลย และจริงๆแล้วใครควรจะเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยกันแน่ เพราะแม่ประนอมอยู่ในฐานะโจทก์ ส่วนนางศิริพรตกอยู่ในฐานะจำเลย
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความของนางประนอม ว่า ขณะนี้ลูกความของตนอยู่ในอาการที่เครียดมาก ก่อนหน้านี้ เคยพยายามให้นางประนอมอยู่นิ่งๆ รอให้กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมเสร็จก่อน แต่นางประนอมอึดอัดและเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัว ทำให้นางประนอมตัดสินใจไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี หลังจากพยายามเก็บงำเรื่องนี้ไม่พูดกับคนภายนอก
มานานกว่า 1 ปี นับจากเกิดความขัดแย้งในครอบครัว ยอมรับ ว่าคดีนี้มีความละเอียดอ่อนมาก และนางศิริพรเป็นลูกสาวที่นางประนอมรักมากที่สุด ตอนนี้ตนจึงไม่สามารถพูดอะไรได้ จนกว่าคดีเรื่องการปลอมแปลงเอกสารโอนที่ดินที่จะมีการไต่สวนอีกครั้งที่ศาลจังหวัดนครปฐม ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ และคดีฟ้องแพ่งเรียกคืนทรัพย์สินมรดกทั้งหมดจากนางศิริพร ที่ศาลตลิ่งชัน ในวันที่ 11 เม.ย. เสร็จสิ้น หรือศาลมีคำสั่งในคดีออกมา เพื่อไม่ให้นางประนอมกระทบกระเทือนทางจิตใจไปมากกว่านี้
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับการเปิดเผยจากคนใกล้ชิดนางประนอมด้วยว่า สาเหตุที่นางประนอมไม่ค่อยสบาย และไม่สะดวกที่จะให้ข่าวใดๆ เนื่องจากยังเครียดกับเรื่องดังกล่าวมาก เพราะเป็นห่วงว่า ถ้าไม่ชนะคดี น.ส.ศิริลักษณ์ ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งพิการและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจะได้รับความเดือดร้อนที่สุด และตั้งแต่เป็นข่าวขึ้นมาจนถึงวันนี้ นางศิริพรยังไม่ติดต่อมาเจรจากับนางประนอมเลย แต่มีโทรศัพท์ที่ไม่ทราบที่มาโทร.มาก่อกวนกลางดึกแทบทุกคืน ทำให้นางประนอมนอนไม่ค่อยหลับ
ขณะที่ในกระแสโลกโซเชียล ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ก่อตั้งกิจการน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม ยังคงเป็นที่สนใจของผู้ติดตามข่าวสารในโลกออนไลน์ รวมถึงเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเว็บข่าวต่างๆ รวมถึงในเฟซบุ๊กแม่ประนอม ซึ่งเป็นเพจทางการของแบรนด์แม่ประนอมกันอย่างไม่ขาดสาย แม้จะมีบางรายที่เข้ามาตอบโต้ผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเชิงตำหนิลูกสาว ว่าอย่าเพิ่งฟังความข้างเดียว แต่ผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็ยังหยิบยกเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของสังคมไทยมาเป็นประเด็นถกอย่างต่อเนื่อง
ที่มา>>>Thairath

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

สุดสลด ! เด็กชายถีบเพื่อนตกน้ำตาย 2 คน อ้าง "แค่หยอกเล่น"

 * สุดสลด ! เด็กชายถีบเพื่อนตกน้ำตาย 2 คน อ้าง "แค่หยอกเล่น" *
เด็กน้อยถีบเพื่อนตกน้ำ
เด็กชายถีบเพื่อนนักเรียนหญิงตกน้ำ เพื่อนอีกคนรีบไปช่วย แต่ถูกถีบตกน้ำตาม พยายามตะกายขอบปูนหวังขึ้นจากน้ำ กลับโดนเหยียบมือซ้ำจนต้องปล่อย สุดท้ายเสียชีวิตทั้งคู่ ด้านเด็กชายอ้าง "แค่หยอกเล่น"
วันที่ 24 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ได้รับแจ้งเหตุมีเด็กหญิงพลัดตกน้ำสูญหายในคลองประเวศบุรีรมย์ หน้ามัสยิดอัลเอี๊ยะติซอม ซอยอ่อนนุช 43 ถนนสุขุมวิท 77 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. เมื่อรับแจ้งแล้วจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ
เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านได้ช่วยกันงมหาร่างของเด็กหญิงดังกล่าว จนพบ ทราบชื่อคือ ด.ญ.ปิยาพัชร เปิดโปง อายุ 11 ขวบ ชาวไทย และด.ญ.สุภาวดี วาระทุม อายุ 12 ปี ชาวกัมพูชา นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่ง สภาพหมดสติ เจ้าหน้าที่พยายามช่วยปั๊มหัวใจ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้และเสียชีวิตในที่สุด
รายงานข่าวระบุว่า เวลาต่อมา นายปิยปวัต เปิดโปง อายุ 45 ปี พ่อของ ด.ญ.ปิยาพัชร ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ และทันทีที่เห็นศพถึงกับปล่อยโฮเข้ากอดร่างของลูกสาว ด้านนางรัตนา แดงสุวรรณ อายุ 29 ปี ชาวกัมพูชา มารดาของ ด.ญ.สุภาวดี ก็ได้เดินทางมาที่จุดเกิดเหตุ เมื่อพบร่างไร้วิญญาณของลูกสาวก็ถึงกับร้องไห้จนเป็นลมจนเกิดอาการช็อกหายใจไม่ทัน เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
โดยนายปิยปวัต ให้การว่า ตนมีลูกทั้งหมด 3 คน ด.ญ.ปิยาพัชร เป็นลูกสาวคนโตอีก 2 คนเป็นลูกชายฝาแฝด ตนได้สอบถามลูกชายคนเล็ก ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ลูก ๆ ของตน และ ด.ญ.สุภาวดี ได้ออกมานั่งเล่นที่ท่าน้ำ กระทั่งต่อมา ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 11 ขวบ เพื่อนอีกคนหนึ่งได้ขี่จักรยานมาเจอ และถีบ ด.ญ.ปิยาพัชร ตกลงไปในน้ำ โดย ด.ญ.สุภาวดี พยายามยื่นมือไปช่วย แต่ก็ถูกถีบตกลงไปอีกคน เมื่อเด็กทั้ง 2 พยายามเกาะขอบปูน พยายามปีนขึ้นจากน้ำ ด.ช.เอ กลับใช้เท้ากระทืบไปที่มือเด็กหญิง ก่อนที่จะจมน้ำหายไป เมื่อลูกชายของตนเห็นดังกนั้นก็นั่งร้องไห้จนมีชาวบ้านกระโดดลงไปช่วยกันงมหาร่าง
โดยนายปิยปวัต กล่าวต่อว่า ตนได้แยกกันอยู่กับภรรยาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และเลี้ยงลูกทั้ง 3 ด้วยตัวเอง โดย ด.ญ.ปิยาพัชร จะเป็นคนคอยช่วยเหลือ ทำงานบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าวเลี้ยงน้อง ๆ ทำให้ตนได้ออกไปทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้ลูกสาวของตนยังเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ไม่ค่อยออกไปเที่ยวที่ไหน ว่ายน้ำไม่เป็นและกลัวน้ำมาก เมื่อตนไปถาม ด.ช.เอ ว่าถีบลูกสาวตนทำไม ก็ได้คำตอบว่า หยอกเล่นเท่านั้น และเมื่อถามว่าทำไมไม่ช่วยเพื่อน ด.ช.เอ ก็ตอบว่า แค่หยอกเล่น ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ได้สอบถามเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ และทราบว่าเด็ก ๆ ทั้งหมดเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จากนี้จะให้ทั้งหมดกลับไปอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองก่อน และจะนัดมาสอบปากคำพร้อมกับเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพอีกครั้ง
ภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้

อบอุ่นใจ หนุ่มช่วยปลาปักเป้าติดแห สุดซึ้งปลาคู่หูคอยเคียงข้าง-ไม่ทิ้งกัน

 * อบอุ่นใจ หนุ่มช่วยปลาปักเป้าติดแห สุดซึ้งปลาคู่หูคอยเคียงข้าง-ไม่ทิ้งกัน *
ปลาปักเป้าติดแห
คลิปอบอุ่นหัวใจ หนุ่มช่วยปลาปักเป้าติดแห ซาบซึ้งมีคู่หูเจ้าปลาคอยเคียงข้างไม่ห่าง ไม่ทิ้งกันไปไหนเลย
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ช่องรายการ Core Sea บนยูทูบ ได้เปิดเผยคลิปวิดีโอเหตุการณ์อบอุ่นหัวใจ เมื่อหนุ่มรายหนึ่งได้ไปพบปลาปักเป้าติดแหดักปลาใต้น้ำ เขาจึงช่วยตัดแหอย่างระมัดระวังจนช่วยมันปลดพันธนาการออกได้ โดยมีคู่หูของมันคอยอยู่เคียงข้างตลอดการช่วยเหลือ ทำให้คลิปวิดีโอนี้เป็นทั้งคลิปที่แสดงให้เห็นความเมตตาของมนุษย์ และความรักของสัตว์เลยทีเดียว
ปลาปักเป้าติดแห
จากคลิปวิดีโอจะเห็นได้ว่า เจ้าปลาปักเป้าเคราะห์ร้ายได้ว่ายมาติดแหใต้น้ำ มันไม่สามารถว่ายไปไหนต่อได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นคู่หูของมันซึ่งไม่ได้ติดแหไปด้วย ก็ไม่ไปไหน คอยเฝ้าและเคียงข้างมันอยู่อย่างนั้น ระหว่างนั้นเองโชคดีจริง ๆ ที่หนุ่มรายหนึ่งได้ไปพบมันเข้า จึงตัดสินใจช่วยเจ้าปลาปักเป้าตัวนี้ด้วยการค่อย ๆ ตัดแหบาง ๆ ออกจากตัวมันอย่างระวัง ปฏิบัติการช่วยเหลือเป็นไปอย่างช้า ๆ
แต่ระหว่างที่การช่วยเหลือดำเนินไปนั้น ปลาปักเป้าคู่หูก็ไม่ได้เกรงกลัวมนุษย์แล้วหนีจากที่เกิดเหตุไปแต่อย่างใด มันยังคงอยู่กับเจ้าปลาปักเป้าที่ติดแห คอยว่ายประกบใกล้ชิดไม่ว่าจะว่ายไปไหน แสดงให้เห็นความรักความผูกพันที่มันทั้งคู่มีให้แก่กันอย่างชัดเจน
จนในที่สุดหนุ่มรายนี้ก็สามารถปลดพันธนาการออกจากปลาปักเป้าติดแหได้ และแล้วมันก็สามารถว่ายน้ำต่อไปอย่างอิสระ และแน่นอนว่าข้างกายมันมีปลาปักเป้าคู่หูว่ายเคียงคู่กันอย่างน่ารักน่า ประทับใจ... ยืนยันได้ว่าสัตว์ก็มีหัวใจจริง ๆ นะ
ภาพจาก Core Sea สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

หนุ่มใหญ่เชียงราย ชะตาขาด เปิดประตูรั้ว รถไหลทับร่างดับ

หนุ่มใหญ่
สลด!หนุ่มใหญ่เชียงรายชะตาขาด ลงไปเปิดประตูรั้วบ้าน ถูกรถตัวเองไหลทับร่างดับอนาถ ญาติ เผย เห็นรถผู้ตายเปิดไฟ-ติดเครื่องประมาณครึ่งชั่วโมง เห็นนานผิดสังเกต เลยออกไปดู ไม่ทันเสียชีวิตแล้ว
เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 25 มี.ค. 59 ร.ต.อ.มังกร แสนมา รอง สว.สืบสวนสอบสวน สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย รับแจ้งมีรถทับคนเสียชีวิต ที่บ้านป่าถ่อน ม.12 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จึงรายงานให้ พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รรท.ผกก.สภ.เชียงแสน ทราบ และพร้อมด้วย ร.ต.ท.สรายุทธ สุขโชติ หน.ตู้ยามป่าถ่อน นายแพทย์ภูวดล มงคลดี แพทย์เวรโรงพยาบาลเชียงแสน และหน่วยกู้ภัยอานุภาวธรรมเชียงแสน รุดออกไปสอบสวน
ที่เกิดเหตุ เป็นถนนซอยในหมู่บ้าน ข้างวัดป่าถ่อน หน้าบ้านเลขที่ 278 ม.12 ต.ศรีดอนมูล พบคนมุงดูเหตุการณ์กันจำนวนมาก ประตูรั้วบ้านได้เลื่อนเปิดไว้ประมาณ 1 เมตร ที่ร่องน้ำข้างถนนใกล้ประตูรั้วบ้าน พบร่างนายณรงค์ จันทาพูน อายุ 52 ปี ลูกชายเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวนอนเสียชีวิต และห่างไปประมาณ 20 เมตร พบรถกระบะ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน บล 1675 เชียงราย จอดอยู่
จากการสอบถามไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ในขณะที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนญาติของนายณรงค์ ที่มีบ้านอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า ปกตินายณรงค์จะไปบ้านภรรยา ที่บ้านแม่มะ ม.1 ต.ศรีดอนมูล และจะขับรถกลับมานอนที่บ้านหลังที่เกิดเหตุ ในตอนกลางคืน และจนเมื่อคืนนี้ก่อนเกิดเหตุประมาณครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถที่ประตูรั้วเป็นเวลานานผิดสังเกต จึงได้ลุกขึ้นมาดูเห็นรถของ นายณรงค์ ติดเครื่องอยู่และเปิดไฟหน้ารถ แต่หน้ารถตกลงไปในร่องน้ำที่แห้งไม่มีน้ำข้างถนน พบแต่รถไม่พบนายณรงค์ จึงเดินดูรอบรถพบร่างนายณรงค์ถูกล้อรถด้านหน้าซ้ายทับบริเวณท้องติดอยู่กับร่องน้ำข้างถนน จึงเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยกันยกรถออก และขับขึ้นไปจอดไว้บนถนน พอมาดูนายณรงค์ปรากฏว่า นายณรงค์ได้เสียชีวิตแล้ว
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สันนิษฐานว่า นายณรงค์ได้ขับรถมาจอดหน้าบ้านโดยไม่ดับเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้าไว้ แล้วลงไปเปิดประตูรั้วเพื่อนำรถเข้าบ้าน ขณะเปิดประตูรั้ว รถได้ไหลลงจะชนรั้วบ้านนายณรงค์เห็นจึงวิ่งมาดันหน้ารถทำให้ร่างนายณรงค์เสียหลักตกลงไปในร่องน้ำข้างถนนทำให้ล้อรถเข้าทับร่างจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จากการชันสูตรของแพทย์ พบว่า ที่บริเวณหน้าท้องของนายณรงค์มีรอยล้อทับ เป็นเหตุให้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และมอบศพให้กับญาติไปดำเนินการ ต่อไป.
ที่มา>>>Thairath

บีอีเอ็มแจ้งกำหนดปิด “ด่านบางซื่อ” คืนนี้ 4 ทุ่มถึงตี 3 ให้ใช้ด่านพหลฯแทน

บีอีเอ็ม
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแจ้งว่า บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM (บีอีเอ็ม) ปิดด่านบางซื่อเวลา 22.00-03.00น. ในวันที่ 25 มีนาคม 2559 เพื่อก่อสร้างทางพิเศษสายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการทางพิเศษสามารถใช้ด่านย่านพหลโยธินแทนด่านบางซื่อในช่วงวันและเวลาดังกล่าว โดยให้ใช้ถนนกำแพงเพชร 2 ซึ่งมีจุดสังเกตคือผ่านตลาด อ.ต.ก. (องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ด่านย่านพหลโยธิน โปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง โดยโครงการฯได้ติดตั้งป้ายจราจร สัญญาณไฟส่องสว่างไว้อย่างชัดเจน และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลการจราจรตลอดเวลาดำเนินการ ทั้งนี้โครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ มีความก้าวหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์2559 มากกว่า 90% โดยจะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนสิงหาคม 2559 นี้.
ที่มา>>>Thairath

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

โลกร้อนสุดปีนี้-อินเดียขาดน้ำสะอาดมากสุด

อินเดียขาดน้ำ
(ภาพ: AFP)
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานประจำปีเมื่อ 21 มี.ค.ว่า เดือน ม.ค.และ ก.พ.ปี 2559 อุณหภูมิโลกพุ่งสูงที่สุด ทำลายสถิติเดิมทั้งหมด พร้อมทั้งเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกที่เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนทวีขึ้นในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอุณหภูมิโลกเดือน ก.พ. ปีนี้สูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในยุคใหม่ คือสูงขึ้นเฉลี่ย 1.21 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิเฉลี่ยในศตวรรษที่ 20
รายงาน WMO มีขึ้นหลังเคยระบุว่าอุณหภูมิโลกปี 2558 สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นต่อไปเป็น “ภาวะปกติใหม่” ชาวโลกไม่ควรนิ่งนอนใจแม้จะมีข้อตกลงด้านสภาพอากาศโลกที่กรุงปารีสปีที่แล้ว ด้านผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ตีพิมพ์ในวารสาร “ภูมิศาสตร์ธรรมชาติ” ระบุว่า อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนยุคนี้สูงถึง 10,000 ล้านตันต่อปี สูงที่สุดในรอบ 66 ล้านปีตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ทำลายสถิติเก่าเมื่อ 56 ล้านปีก่อน ซึ่งมีอัตรา 1,100 ล้านตันต่อปี
วอเตอร์ เอด” องค์กรการกุศลระหว่างประเทศ เผยแพร่รายงานเมื่อ 21 มี.ค.ว่า อินเดียมีประชากรที่ยังไม่เข้าถึงน้ำสะอาดมากที่สุดในโลกถึง 75.8 ล้านคน หรือราว 5% ของประชากรทั้งประเทศ 1,250 ล้านคน ซึ่งต้องซื้อน้ำในราคาแพง หรือใช้น้ำผ่านท่อประปาปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือสารเคมี โดยชาว อินเดียจำนวนนี้มีสัดส่วนกว่า 10% จากทั้งหมด 650 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้ และมีมากกว่าประเทศใดๆในแอฟริกาหรือในจีนที่มี 63 ล้านคน.
ที่มา>>>Thairath

ชงเก็บค่าน้ำ เม.ย.เพิ่ม!

เก็บค่าน้ำเพิ่ม
นายธวัธชัย ยงกิตติกุล ที่ปรึกษาสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยหลังการหารือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ว่า กกร.ตระหนักถึงปัญหาภัยแล้งปีนี้ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่วิกฤติรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรพิจารณาเก็บค่าน้ำประปาจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการใช้น้ำประปาเดือน เม.ย.59 โดยให้นำใบเสร็จค่าน้ำประปาช่วงเดือน เม.ย.58 มาเปรียบเทียบกันว่า หากเดือน เม.ย.ปีนี้มีการใช้น้ำในปริมาณเพิ่มขึ้นก็ควรถูกเรียกเก็บค่าน้ำประปาในอัตราที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของปริมาณน้ำที่ใช้เพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนใช้น้ำประปาในปริมาณที่มีจิตสำนึกลดการใช้ลง เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปลุกจิตสำนึกลดการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยอีกทางหนึ่ง “กกร.เห็นว่าช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย.ปีนี้ ประชาชนจะใช้น้ำประปาจำนวนมากในการเล่นสาดน้ำกัน ขณะที่ภาคเกษตรในต่างจังหวัดต้องถูกขอให้งดทำนา
ทำสวน เพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ แต่กลุ่มคนในเมืองจะทำอะไรได้บ้างเพื่อลดการใช้น้ำ จึงเสนอให้การประปานครหลวง (กปน.)ไปดูการใช้น้ำย้อนหลังของทุกกลุ่มผู้ใช้ในเดือน เม.ย.58 มาเทียบกัน ถ้า เม.ย.ปีนี้ปริมาณน้ำที่ใช้เพิ่มขึ้น ควรให้จ่ายในอัตราที่สูงขึ้น ส่วนจะราคาเท่าใด ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว กกร. พร้อมให้ข้อมูลการใช้น้ำประปาของภาคเอกชนที่เป็นสมาชิก กกร. เพราะกกร.เห็นว่ากลไกราคาในลักษณะนี้ จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่ามากขึ้น ซึ่งถ้ารัฐทำการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ก็จะต้องร่วมด้วย”.
ที่มา>>>Thairath

ครอบครัวดาบตำรวจ ถูกทายาทกระทิงแดงชนดับ เปิดใจรับสภาพคดีไม่คืบ

 * ครอบครัวดาบตำรวจ ถูกทายาทกระทิงแดงชนดับ เปิดใจรับสภาพคดีไม่คืบ *
ลูกชายกระทิงแดงชนตำรวจ
พี่ชายดาบตำรวจถูก วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดงซิ่งชนเสียชีวิต เริ่มทำใจรับสภาพ หลังผ่านไป 5 ปี คดีไม่คืบ รับไม่ฟ้องเพิ่มหลังทำสัญญาเงินสด 3 ล้าน แต่ยังคาดหวังในกระบวนการยุติธรรม อยากพิสูจน์ว่ามีการแบ่งคนจนคนรวยไม่ใช่เรื่องจริง
วันที่ 23 มีนาคม 2559 นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ อายุ 58 ปี พี่ชายของ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี อดีตผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่สายตรวจ สน.ทองหล่อ ที่เสียชีวิตหลังจากถูกรถยนต์ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา อายุ 28 ปี ลูกชายคนเล็กของ นายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจกลุ่มกระทิงแดง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 กล่าวว่า ตนติดตามข่าวมาโดยตลอดแต่เรื่องก็ยังเงียบจนผ่านมา 5 ปี คดีก็ยังไม่คืบ ซึ่งก็คาดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
ลูกชายกระทิงแดงชนตำรวจ
นายพรอนันต์ กล่าวต่อว่า ตนเห็นคดีขับรถชนคนตายมาหลายคดีก็ไม่เห็นจะถูกลงโทษ อย่างคดีขับรถชนคนตาย 9 คนยังไม่เป็นอะไร ซึ่งน้องชายตนเป็นตำรวจชั้นผู้น้อยถูกคนรวยขับรถชน ครอบครัวจึงไม่คาดหวังอะไรมาก ที่ผ่านมาคู่กรณีก็ส่งทนายมาพูดคุยทำสัญญาว่าจะจ่ายเงินชดเชยเยียวยาครอบครัวเป็นเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท จากที่ขอไปตอนแรก 8 ล้าน ซึ่งทำสัญญาว่าครอบครัวตนจะไม่ฟ้องร้องอะไรอีก เราก็ทำตามสัญญาว่าจะไม่ฟ้องเอง แต่ในส่วนคดีอาญาก็ยังคงดำเนินอยู่และตนก็ยังคาดหวังในกระบวนการยุติธรรมว่าจะเห็นความคืบหน้าของคดี ตนก็อยากพิสูจน์เหมือนกันว่าความยุติธรรมที่บอกว่าไม่แบ่งรวยจนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง รวมทั้งจากการตามข่าวล่าสุดตนก็ทำใจและรับสภาพ

นักศึกษาร้องถูกตำรวจนอกเครื่องแบบไล่ยิง ชี้ สภาพคล้ายคนเมา-เพื่อนโดนตื้บสาหัส

 * นักศึกษาร้องถูกตำรวจนอกเครื่องแบบไล่ยิง ชี้ สภาพคล้ายคนเมา-เพื่อนโดนตื้บสาหัส *
ตำรวจทำร้าน นศ
กลุ่มนักศึกษา ม.ดัง พิษณุโลก เข้าร้องเรียน ถูกชายอ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบขับรถไล่ยิง ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนสภาพตำรวจคล้ายคนเมา หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม
วันที่ 23 มีนาคม 2559 มีรายงานว่า กลุ่มนักศึกษาจาก ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก กว่า 50 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท. ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 ที่หน้าสำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 กรณีเพื่อนนักศึกษา 5 ราย ถูกบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมี พ.ต.อ. นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.อก.ภ.6 เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์นี้ไว้ เนื่องจาก พล.ต.ท. ชนสิษฎ์ ติดราชการ
ทั้งนี้ นายธนพล คงอิว อายุ 23 ปี หนึ่งในนักศึกษาที่มาร้องเรียน เผยว่า เมื่อช่วงประมาณเที่ยงคืน วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ตนและเพื่อนนักศึกษารวม 5 คน ได้แก่ นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ คนขับ นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นั่งข้างคนขับ น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ และนายธราเทพ แสงพิรุณ นั่งเบาะหลังพร้อมกับตน ได้เดินทางด้วยรถยนต์ออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าไปซื้อดอกไม้มาจัดงานสัมมนาวิชาการ ระหว่างทางมีรถยนต์ฮอนด้า สีขาว ขับมาปาดหน้าจากด้านซ้ายโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ลักษณะเหมือนผู้ขับเมา นายชัยธวัชจึงได้บีบแตรใส่ ก่อนจะขับรถยนต์ลอดใต้สะพาน เตรียมเลี้ยวซ้ายมุ่งเข้าตลาด
ตำรวจทำร้าน นศ
ระหว่างนั้นเอง รถฮอนด้าคันเดิมได้ขับมาพุ่งชนจากทางด้านหลัง นายชัยธวัชจึงได้จอดเพื่อลงไปดูรถ แต่ก็ได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 4 นัด เพื่อนที่นั่งมาด้วยกันคิดว่าอีกฝ่ายยิงปืนใส่ จึงได้บอกให้นายชัยธวัชขับรถหนี ระหว่างหนีก็ถูกคนในรถฮอนด้าไล่ยิงตลอดทาง จนหนีไปไหนไม่ได้เพราะยางรถล้อหลังด้านขวาถูกยิงจนแบน
ต่อมาได้มีชายคนหนึ่งเข้ามาพยายามเปิดประตูรถ แต่เปิดไม่ได้ จึงใช้อาวุธปืนจ่อขู่ให้เปิด และพูดว่า "ถ้าไม่เปิดประตูจะยิง" เมื่อเปิดประตูออกไป ชายคนดังกล่าวก็ไล่พวกเขาทั้ง 5 คน ลงจากรถ สั่งให้หมอบลงกับพื้น แล้วลงมือทำร้ายร่างกาย นายชัยธวัช คนขับ ทั้งกระทืบและใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่ศีรษะจนแตก ใช้เชือกมัดมือ ใส่กุญแจมือ ด่าทอด้วยคำหยาบ แล้วจึงมาเตะนายศิริวัฒน์เข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง อย่างรุนแรงจนบาดเจ็บสาหัส และทำร้ายร่างกายนายธนพล โดยกระทืบบริเวณท้ายทอยอย่างรุนแรง แล้วชายดังกล่าวก็ได้โทรศัพท์ตามเพื่อนอีก 2 คน ให้ขี่จักรยานยนต์มายังที่เกิดเหตุ ลงมือทำร้ายร่างกาย ด่าทอพวกเขา โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่ตลอด ต่อมาชายคนเดิมก็เดินเข้าไปจะทำร้าย น.ส.กมลชนก แต่นายธราเทพเข้ามาบังไว้ จึงถูกชายคนดังกล่าวหยิบรองเท้าขึ้นมาฟาดลำคอ และเตะที่ลำตัว
โดยระหว่างเกิดเหตุ ได้มีรถยนต์ของผู้เสียหายอีกคันที่ถูกชายคนดังกล่าวขับรถชนและขับตามมาจนถึงจุดเกิดเหตุ ได้เห็นเหตุการณ์กลุ่มนักศึกษาถูกทำร้าย จึงเปิดประตูรถลงไปช่วย แต่ถูกใช้ปืนจ่อข่มขู่ ซึ่งกล้องวิดีโอหน้ารถยนต์ของพยานสามารถบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ต่อมาหลังเหตุการณ์ยุติ มีตำรวจสายตรวจขี่จักรยานยนต์มา 3 คัน รวม 6 คน เข้ามาตรวจสอบพร้อมร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นตำรวจในเครื่องแบบ มาค้นรถนักศึกษาแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่กลุ่มนักศึกษาได้ขอให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของกลุ่มชายที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะมีลักษณะเหมือนคนเมา แต่ตำรวจก็ไม่ตรวจให้
จากนั้นนักศึกษาทั้งหมดก็ได้ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งแต่ละคนได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ยกเว้น น.ส.กมลชนก ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ โดยหลังพักฟื้นจนอาการทุเลาลงแล้ว ทั้งหมดจึงพากันไปแจ้งความร้องทุกข์กับร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก แต่เนื่องจากผู้ก่อเหตุอ้างตัวว่าเป็นตำรวจ เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้พากันมายื่นหนังสือร้องทุกข์ในครั้งนี้
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Workpoint News - ข่าวเวิร์คพอยท์

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

“สมรักษ์” ฮีโร่โอลิมปิก ส่งลูกชายสุดเลิฟคัดแข้งจิ๋ว บุรีรัมย์ อะคาเดมี

 * “สมรักษ์” ฮีโร่โอลิมปิก ส่งลูกชายสุดเลิฟคัดแข้งจิ๋ว บุรีรัมย์ อะคาเดมี *
นักเตะเยาวชนอายุ 6-16 ปี ฝีเท้าดีทั่วเมืองไทย มุ่งหน้าสู่สนามช้าง เทรนนิ่ง กราวด์ (Chang traning ground) ข้างสนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อคัดเข้าสู่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อะคาเดมี สุดเซอร์ไพรส์ สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ คนแรกของไทย พาลูกชายสุดรักร่วมคัดตัวด้วย
สมรักษ์
ความเคลื่อนไหว การเปิดคัดนักเตะเยาวชน อายุระหว่าง 9-16 ปี เพื่อเข้าสู่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อะคาเดมี ซึ่งเป็น อะคาเดมี ระดับแถวหน้าของเมืองไทย
โดย ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ.59 ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแชมป์เหนือแชมป์ ได้เปิดให้มีการคัดตัวนักเตะเยาวชน รุ่น U 9, รุ่น U 13, รุ่น U 14, รุ่น U 15 และรุ่น U 16 เข้าสู่ทีม
ภายใต้การควบคุมการคัดตัวของ ฟาบิโอ เปอร์ไรร่า หัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อะคาเดมี และทีมงานโค้ชมืออาชีพ
โดย การเปิดคัดตัวนักเตะอะคาเดมี ในครั้งนี้นั้นได้รับความสนใจจากเยาวชนฝีเท้าดีทั่วเมืองไทย มารอลงทะเบียนตั้งแต่ 6 นาฬิกา เป็นจำนวนถึง 2,900 คน
หนึ่งในนั้น ที่เซอร์ไพรส์คือ สมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ คนแรกของเมืองไทย พาลูกชาย น้องโบ๊ต ภูวรักษ์ คำสิงห์ และเด็กๆ ในสังกัดมาร่วมคัดตัวในรุ่น 9 ปี ในครั้งนี้ด้วย
การ เปิดคัดตัวช่วงแรกนี้ ฟาบิโอ เปอร์ไรร่า หัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อะคาเดมี ได้จัดให้มีการเล่น 7 ต่อ 7 คน (15 นาที) เพื่อดูทักษะการเล่นของเยาวชนแต่ละคนก่อนที่จะคัดนักเตะเข้าสู่รอบต่อไป ซึ่งจะมีการลงคัดตัวอีกครั้งในวันที่ 13 ก.พ.59 ซึ่งจะให้เด็กเยาวชนลงเล่น 11 ต่อ 11 คน (30 นาที)
สำหรับ ช่วงที่ 2 จะมีคัดเลือกในวันที่ 24-26 ก.พ.59 ลงทะเบียน 7.00-9.00 น. (คัดรอบเช้า) รุ่น U 9 กับ U 13 และลงทะเบียน 9.00-11.00 น. (คัดรอบบ่าย) รุ่น U 10,  U 11, U 12 (ลงทะเบียนวันที่ 24 ก.พ.59 วันเดียวเท่านั้น)
ทั้งนี้ รุ่น U 9 กับ U 13 นักเตะที่ลงคัดเลือกในวันที่ 12 ก.พ.59 ซึ่งไม่ผ่านการตัดตัว จะไม่สามารถลงคัดเลือกในช่วงที่ 2 ได้

อุกอาจ กระหน่ำยิงเก๋ง 7 นัดซ้อน กลางแยกคลองเตย คนขับสาหัส

 * อุกอาจ กระหน่ำยิงเก๋ง 7 นัดซ้อน กลางแยกคลองเตย คนขับสาหัส *
เกิดเหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงถล่มรถยนต์ บริเวณถนนพระราม 4 ขาเข้า คนขับได้รับบาดเจ็บสาหัส เบื้องต้น ส่งตัวคนเจ็บไปยังโรงพยาบาล ตำรวจสั่งปิดจราจรชั่วคราว
ยิงวีออสดำ 7 นัด
วันที่ 23 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงถล่มรถยนต์โตโยต้า สีดำ ทะเบียน ฆภ-6449 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในช่องทางซ้าย ที่กระจกรถฝั่งคนขับมีรอยกระสุน 7 รู และปลอกกะสุนกระจัดกระจาย บริเวณถนนพระราม 4 ขาเข้า ตรงแยกคลองเตย ส่งผลให้คนขับรถยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เบื้องต้น ภรรยาที่นั่งมาด้วยได้พาร่างสามีขึ้นรถสามล้อส่งโรงพยาบาลจุฬาฯ ล่าสุด อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว
ยิงวีออสดำ 7 นัด

ยิงวีออสดำ 7 นัด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจาสั่งปิดการจราจรถนนพระราม 4 ขาเข้า ก่อนถึงแยกสุนทรโกษา 1 ช่องซ้าย เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุ ส่วนสาเหตุการประกบยิงถล่มครั้งนี้ ยังไม่มีใครทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด
ภาพจาก fm91bkk.com, ทวิตเตอร์ @AkaravutTv9

ว่าที่เจ้าสาว จ.อุดรธานี กินยาเสริมความงามเกินขนาดช็อกดับก่อนแต่ง

ว่าที่เจ้าสาว
ว่าที่เจ้าสาววัย 27 ปี พบรักหนุ่มมาเลเซีย เตรียมตัวแต่งงานอีก 2 เดือนข้างหน้า กินยาประเภทเสริมความงามเกินขนาดประกอบกับมีโรคประจำตัว ดับคาที่ในบ้านพัก พ่อ-ว่าที่เจ้าบ่าวมาเจอศพ กอดคอร้องไห้โฮ ญาติไม่ติดใจการตาย
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ร.ต.อ.บุญเลิศ รัตนเมือง รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ที่บ้านเลขที่ 40/2 ซอยโนนพิบูลย์ 3 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และมูลนิธิอุดรส่งเสริมธรรม รุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ที่ห้องนอนชั้น 2 พบศพ น.ส.ปนัดดา โสมมนัส อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 12 ต.ขอนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี นอนหงายเสียชีวิตอยู่พื้นห้องนอนน้ำลายฟูมปากในห้องนอน สภาพศพสวมเสื้อกล้ามสีเขียว สวมเพียงกางเกงในสีดำ ตามตัวพบรอยเขียวช้ำทั่วร่างกาย ที่หัวเตียงพบยาเสริมความงามทำให้ผิวขาว ยาลดความอ้วน และยารักษาโรคหอบหืด
จากการชันสูตร ตามร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย แพทย์ระบุเสียชีวิตมาประมาณ 5 ชั่วโมง ที่บริเวณร่างกายที่เป็นรอยช้ำเนื่องจากปฏิกิริยาของเลือด ในเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุ การกินยาหรือใช้ยาเสริมความงามเกินขนาด อีกทั้งผู้ตายมีโรคประจำตัวหอบหืด จึงทำให้ช็อกจนเสียชีวิต โดยแพทย์ได้ฝากเตือนผู้มีโรคประจำตัว ควรเลี่ยงการใช้ยาเสริมความงามประเภท ยากลูต้า หรือยาที่มีผลต่อโรคประจำตัว ซึ่งเป็นอันตรายอาจจะทำให้เสียชีวิตได้
สอบสวนนายอรศรี โสมมนัส อายุ 55 ปี พ่อของผู้ตาย ให้การว่า ลูกสาวเคยไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และได้พบรักกับหนุ่มมาเลเซีย จึงได้กลับมาอยู่บ้าน และทำงานเป็นพนักงานร้านขายทองแห่งหนึ่งใน เขตเทศบาลนครอุดรธานี และอีก 2 เดือนข้างหน้าผู้ตายจะแต่งงานกับแฟนหนุ่ม แต่ลูกสาวมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ต้องกินยารักษามาตั้งแต่เด็ก ตนและภรรยาก็จะแวะเวียนมาหาลูกสาวเป็นประจำ
“เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ตายมีเรื่องไม่เข้าใจและทะเลาะกับแฟนหนุ่ม ทำให้แฟนไปนอนที่โรงแรม วันนี้ผมเดินทางมาเพื่อจะมาเยี่ยมลูกสาวและมาคุยเรื่องเตรียมหาวันแต่งงาน เมื่อผมมาถึง เห็นบ้านเปิดอยู่แต่เรียกลูกสาวไม่มีเสียงตอบ จึงเดินเข้ามาเคาะห้องแต่ลูกสาวไม่เปิดตนจึงพังประตูเข้ามา พบว่าลูกสาวนอนเสียชีวิต ที่พื้นห้องนอน” นายอรศรี กล่าว
ในขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบในที่เกิดเหตุ แฟนหนุ่มผู้ตายทราบข่าวและเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ได้โผเข้ากอดกับนายอรศรี ว่าที่พ่อตาและร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ ก่อนที่จะก้มลงไปจูบหน้าผากแฟนสาว ซึ่งญาติไม่ได้ติดใจในการเสียชีวิต ตำรวจจึงมอบศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลต่อไป
ที่มา>>>Thairath